ยาต้านไวรัส HIV คืออะไร ใครควรรับ อันตรายไหม รับที่ไหนดี 2020

0
147
ยาต้านไสรัส-hiv-คืออะไร-ทำความเข้าใจ-ให้ถูกต้อง

ยาต้านไวรัส HIV คืออะไร ทำความเข้าใจ ทุกประเด็น ที่นี่ !

เชื่อว่าคนส่วนใหญ่น่าจะมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ โรคเอดส์ (AIDS) อยู่บ้างแล้วไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคเอดส์อย่าง ไวรัส HIV และพฤติกรรมเสี่ยงต่อการติดไวรัสดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ยังมีความเข้าใจผิดอยู่มากเกี่ยวกับผู้ป่วยโรคเอดส์ซึ่งมิได้หมายความว่านาฬิกาชีวิตจะต้องนับถอยหลังเสมอไป เพราะปัจจุบันมี ยาต้านไวรัส HIV ที่มีประสิทธิภาพสูงมากมายหลายชนิดที่สามารถประคับประคองให้ผู้ป่วย สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ต่อเนื่องอีกหลายสิบปี

ซึ่งในวันนี้เราจะมาแนะนำให้คุณได้รู้จักยาประเภทนี้กันแบบเจาะลึกมากยิ่งขึ้น

ยาต้านไวรัส-hiv-คืออะไร

ยาต้านไวรัส HIV คืออะไร

ยาต้านไวรัส HIV มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Antiretroviral หรือ ARV ซึ่งยาต้านประเภทนี้มีอยู่มากมายหลายชนิด โดยมีประสิทธิภาพในการต้านการแพร่พันธุ์และเจริญเติบโตของไวรัส HIV ที่เข้าไปบั่นทอนการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาวหรือ ‘T Cell’

ซึ่งมีหน้าที่ในการสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย โดยจะช่วยลดผลกระทบของไวรัส HIV ที่มีต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำให้อาการของโรคเอดส์มีความรุนแรงน้อยลง หากได้รับยาชนิดนี้อย่างสม่ำเสมอในปริมาณที่พอเหมาะ

อย่างไรก็ตาม ยาต้านไวรัส HIV ก็มีผลข้างเคียงบางประการต่อผู้ป่วยบ้างเช่นกัน อาทิ ส่งผลให้ผู้ป่วยเกิดอาการเหนื่อยล้า ท้องร่วง เบื่ออาหาร วิตกกังวลและซึมเศร้า ตลอดจนนอนไม่หลับ ด้วยเหตุนี้ การใช้ยาต้านไวรัสดังกล่าวจึงควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากสภาพร่างกายและเงื่อนไขสุขภาพของผู้ป่วยโรคเอดส์แต่ละคนมีความแตกต่างกัน

การปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด จึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญต่อการรักษาอาการของโรคเอดส์ และลดผลข้างเคียงของยาต้านโรค HIV อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด

ทำความเข้าใจโรค-HIV-ให้ถูกต้อง

ทำความเข้าใจโรค HIV

ไวรัส HIV หรือ Human Immunodeficiency Virus หรือไวรัสที่บ่อนทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย นับว่าเป็นหนึ่งในไวรัสที่อันตรายมากที่สุดชนิดหนึ่งในโลก เนื่องจากเมื่อร่างกายรับไวรัส HIV เข้าไปแล้วจะส่งผลให้เม็ดเลือดขาวที่ทำหน้าที่ดุจหน่วยต่อต้านเชื้อโรคในร่างกายถูกทำลาย

ส่งผลให้ขาดเกราะกำบังต่อเชื้อโรค ไวรัส และแบคทีเรียต่าง ๆ ที่ร่างกายอาจรับเข้ามาในการดำเนินชีวิตประจำวัน ซึ่งนำไปสู่ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือ โรคเอดส์ AIDS (Acquired Immune Deficiency Syndrome)

หากคุณคิดว่าเข้าใจโรคเอดส์ดีแล้ว คุณอาจจะต้องแปลกใจที่พบว่าการติดไวรัส HIV ที่ก่อให้เกิดโรคเอดส์นั้นสามารถเกิดขึ้นจากแม่สู่ลูกผ่านน้ำนมได้เช่นเดียวกัน ซึ่งมิได้จำกัดอยู่แค่การติดต่อผ่านน้ำอสุจิ เลือด และของเหลวจากช่องคลอดในกรณีมีเพศสัมพันธ์โดยปราศจากการป้องกันแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น

โรคเอดส์ เป็นการแสดงอาการของร่างกายเมื่อติดไวรัส HIV มาถึงระยะสุดท้ายแล้ว ดังนั้น หากผู้ที่ได้รับไวรัส HIV สามารถรับยาต้านได้อย่างทันท่วงที ก็ช่วยลดความรุนแรงของไวรัสไม่ให้ลุกลามกลายเป็นโรคเอดส์ได้ในท้ายที่สุด

ยาต้านไวรัส-HIV-มีกี่ชนิด

ยาต้านไวรัส HIV มีกี่ชนิด

ปัจจุบันยาต้านไวรัสเอชไอวีมีอยู่มากมายหลายชนิดด้วยกัน โดยจำแนกไปตามองค์ประกอบและสรรพคุณของยา อย่างไรก็ตาม ยาต้านไวรัส HIV ที่ได้รับความนิยมในประเทศไทย ประกอบด้วย 2 ชนิด ดังนี้

1.PrEP (Pre-Exposure Prophylaxis)

เพร็บ (PrEP) เป็นยาต้านเอดส์ที่ใช้สำหรับ ‘ป้องกัน’ การติดไวรัส HIV ก่อนการสัมผัสโรคหรืออีกนัยหนึ่งหมายถึงก่อนมีเพศสัมพันธ์นั่นเอง โดยยาต้าน HIV ชนิดนี้ผ่านการทดสอบทางการแพทย์ว่าสามารถป้องกันไวรัส HIV ได้สูงถึงเกือบหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์ และจะยิ่งทวีสรรพคุณมากยิ่งขึ้นหากผู้ใช้สวมใส่ถุงยางอนามัยเพื่อป้องกันการติดไวรัส HIV ผ่านการมีเพศสัมพันธ์ ทั้งนี้ การทานยา PrEP นั้น ผู้ใช้จะต้องทานเป็นประจำทุกวันก่อนหน้ากิจกรรมที่มีความเสี่ยง และจำเป็นที่จะต้องมีวินัยในการทานยาอย่างสม่ำเสมอเพื่อลดความเสี่ยงในการติดไวรัสจนเหลือ 0% ด้วยเหตุนี้ ยา PrEP จึงเหมาะกับผู้ที่นิยมเที่ยวกลางคืน เปลี่ยนคู่นอนบ่อยครั้ง ทำงานบริการทางเพศ มีเพศสัมพันธ์ระหว่างชายกับชาย หรือกับผู้ที่มีไวรัส HIV ตลอดจนผู้ที่มีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในระยะเวลา 6 เดือน การใช้ยา PrEP จึงเน้นการ ‘ป้องกัน’ เป็นหลัก นับว่าเป็นหนึ่งในยาต้านเชื้อ HIV ที่มีการใช้งานอย่างแพร่หลาย

2.PEP (Post-Exposure Prophylaxis)

เป๊ป (PEP) เป็นยาต้านเอดส์ที่ใช้สำหรับ ‘ป้องกันฉุกเฉิน’ โดยมีลักษณะการใช้งานคล้ายคลึงกับยาคุมฉุกเฉิน ผู้ใช้งานจะต้องทานยาอย่างรวดเร็วที่สุดภายหลังการมีเพศสัมพันธ์หรือกิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการติดไวรัส HIV ภายในกรอบเวลา 72 วัน และจะต้องได้รับยาต้าน HIV ชนิดนี้ต่อเนื่องยาวนานเป็นเวลา 28 วัน นับตั้งแต่การทานยาครั้งแรก

หากคุณสงสัยว่าตนเองอาจได้รับเชื้อ HIV การรับทานยา PEP โดยด่วนนับว่ามีความสำคัญต่อประสิทธิภาพของยาอย่างมาก การได้รับยาต้านไวรัส HIV ชนิดนี้ทันทีนับตั้งแต่ร่างกายได้รับเชื้อจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ HIV ได้มากกว่าร้อยละ 80 นอกจากนั้น ยาต้านชนิดนี้ยังนิยมใช้สำหรับผู้ถูกล่วงละเมิดทางเพศ ผู้ที่ใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น ตลอดจนผู้ที่พบว่าถุงยางอนามัยแตกหรือชำรุดหลังจากที่มีเพศสัมพันธ์เรียบร้อยแล้ว เนื่องจากมีฤทธิ์ในการยับยั้งการแพร่พันธุ์ของเชื้อไวรัส HIV ที่เพิ่งเข้าสู่ร่างกายนั่นเอง

เพื่อให้ความใจได้ครบถ้วนมากยิ่งขึ้น เราขอแนะนำให้ อ่าน : ยา pep ยาต้านฉุกเฉิน คืออะไร ช่วยป้องกันได้จริงไหม !

ยาต้านไวรัส Teevir คืออะไร

นอกเหนือจาก PrEP และ PEP แล้ว ยาต้านไวรัส HIV อีกชนิดหนึ่งที่มีคุณสมบัติในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อ HIV ตัวยาเกิดขึ้นจากการผสมผสานของยาต้านเอดส์ 3 ชนิด ได้แก่ Tenofovir (TDF), Emtricitabine (FTC), Efaviren (EFV) ซึ่งช่วยในการกดไวรัส HIV ไม่ให้ส่งผลกระทบต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นการป้องกันไม่ให้ไวรัส HIV เข้ามาทำลายเม็ดเลือดขาว ตลอดจนยับยั้งกระบวนการแบ่งตัวของเชื้อ HIV ไม่ให้แพร่พันธุ์จนเป็นอันตรายต่อร่างกาย และลุกลามกลายเป็นโรคเอดส์ได้ ทั้งนี้ ยา Teevir จะมีประสิทธิภาพสูงสุดก็ต่อเมื่อผู้ป่วยหรือผู้ที่มีความเสี่ยงได้รับยาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาติดต่อนานกว่า 6 เดือนเท่านั้น

เวลาไหนต้องรับยาต้านไวรัส-HIV

เวลาไหนที่ต้องรับยาต้านไวรัส HIV

1.ก่อนหน้าเกิดความเสี่ยงจะติดไวรัส HIV

สำหรับผู้ที่นิยมเที่ยวกลางคืนและมีแนวโน้มว่าจะมีเพศสัมพันธ์กับคนแปลกหน้า ไม่ว่าเพศเดียวกันหรือต่างเพศ การรับยาต้านไวรัส HIV ประเภท PrEP จะช่วยลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อ HIV ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะเมื่อป้องกันควบคู่ไปกับการสวมใส่ถุงยางอนามัยขณะมีเพศสัมพันธ์ทุกครั้ง โดยการทานยา PrEP เพื่อป้องกันไวรัส HIV นั้นจะต้องมีวินัยในการทานอย่างสม่ำเสมอ เป็นประจำทุกวัน เพื่อให้ยาสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

2.ภายหลังมีความเสี่ยงที่จะติดไวรัส HIV

กรณีที่คุณสงสัยว่าอาจมีความเสี่ยงที่จะติดไวรัส HIV ไม่ว่าจากอุบัติเหตุถุงยางอนามัยชำรุดหรือมีเพศสัมพันธ์กับผู้ติดเชื้อ การทานยา PEP ภายใน 72 ชั่วโมงหลังจากกิจกรรมที่มีความเสี่ยงว่าจะติดไวรัสจะช่วยป้องกันมิให้ไวรัส HIV แพร่พันธุ์และลุกลามเข้าไปเกาะตามเม็ดเลือดขาวได้เป็นอย่างดี ซึ่งยิ่งผู้ที่มีความเสี่ยงทานยาชนิดนี้เร็วมากเท่าใดก็จะยิ่งช่วยลดความเสี่ยงจากการติดไวรัสมากยิ่งขึ้น

ผลข้างเคียงของยาต้านไวรัส-HIV

ผลข้างเคียงของยาต้านไวรัส HIV

ดังที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น การทานยาต้านไวรัส HIV สามารถก่อให้เกิดผลข้างเคียงแก่ร่างกายได้เช่นกัน โดยผู้ป่วยหรือผู้มีความเสี่ยงอาจมีอาการ ดังต่อไปนี้

1.ดื้อยา

เมื่อผู้ป่วยได้ทานยาต้านไวรัสเอชไอวีไปแล้วประมาณ 2 -3 เดือน มีความเป็นไปได้ที่ไวรัสจะมีการปรับตัวเพื่อให้สามารถต้านทานฤทธิ์ของยาต้านได้ โดยเฉพาะหากผู้ป่วยไม่มีวินัยในการทานยาเพียงพอ ก็อาจจะส่งผลให้เกิดอาการไวรัส HIV ดื้อยาได้เช่นกัน หากเป็นเช่นนัน ควรเข้าปรึกษาแพทย์เพื่อเปลี่ยนยาใหม่โดยเร็ว

2.ท้องร่วง คลื่นไส้ อาเจียน

เช่นเดียวกับยาต้านเชื้อไวรัสทั่วไปที่อาจก่อให้เกิดอาการท้องร่วง คลื่นไส้ อาเจียน เนื่องจากร่างกายพยายามขับไวรัสออกมา วิธีในการบรรเทาอาการคือการเลือกทานอาหารที่ย่อยง่าย รวมทั้งบริโภคอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย งดอาหารที่ย่อยยากอย่างอาหารรสจัดและอาหารที่มีส่วนประกอบของน้ำมันสูง

3.นอนไม่หลับ

ยาต้านไวรัส HIV ในกลุ่ม EFV มักมีผลข้างเคียงกระตุ้นการทำงานของร่างกาย ทำให้รู้สึกตื่นตัวจนนอนไม่หลับ กรณีนีคุณอาจแก้ไขด้วยการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งหลีกเลี่ยงการทานคาเฟอีนหรืออาหารที่มีส่วนกระตุ้นความตื่นตัวของร่างกาย นอกจากนั้น การทำสมาธิให้จิตใจสงบก่อนนอนก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยได้เช่นกัน

4.ซึมเศร้า

เช่นเดียวกับผลข้างเคียงที่ทำให้นอนไม่หลับ ยาในกลุ่ม EFV สามารถทำให้ผู้ทานมีอารมณ์แปรปรวนและซึมเศร้าได้เช่นกัน ซึ่งวิธีในการรักษาก็ไม่ต่างจากการแก้ไขปัญหานอนไม่หลับ คือ การหมั่นออกกำลังกาย ดูหนังฟังเพลง หรือการทำสมาธิเพื่อให้ใจสงบ ลดความฟุ้งซ่านก็จะช่วยให้สภาพจิตใจมีความเบิกบานมากขึ้น

5.เบื่ออาหาร

แม้ว่ายาในกลุ่ม Abacavir อาจทำให้ผู้ป่วยไม่รู้สึกอยากอาหาร แต่การเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายนั้นนับว่ามีความสำคัญต่อกระบวนการรักษาการติดเชื้อไวรัส HIV โดยอาจเลือกทานอาหารที่ละนิดทีละน้อย จำนวนหลายมื้อในหนึ่งวันก็จะช่วยเพิ่มสารอาหารให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายต่อกรกับไวรัส HIV ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

6.อ่อนล้า ไม่มีแรง

อาการเหนื่อยล้าเป็นผลข้างเคียงทั้งจากอาการติดเชื้อและยาต้านเชื้อ HIV ที่ได้รับเข้าไป ดังนั้น การทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพจึงจำเป็นต่อการสร้างเสริมระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย นอกจากนั้น ผู้ป่วยจึงควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมลดการนอนดึกหรือทำงานอย่างหักโหม พักผ่อนให้มากขึ้นเพื่อสุขภาพในระยะยาว

รับยาต้านไวรัส-HIV-ที่ไหนดี

กินยาต้านไวรัส HIV ครั้งแรกเป็นอย่างไร

การทานยาต้าน HIV ครั้งแรก นับว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมาก เนื่องเพราะสูตรยาที่ได้รับในครั้งแรกนั้นจะส่งผลต่อประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการรักษาเป็นสำคัญ โดยเฉพาะ หากผู้มีความเสี่ยงหรือผู้ป่วยติดเชื้อ HIV ได้รับยาต้านเชื้อที่มีคุณภาพ มีอัตราการตอบสนองต่อเชื้อสูง เมื่อทานยาต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 6 เดือนแล้วพบว่ายาสามารถต้านการแพร่พันธุ์ของไวรัส HIV ได้เป็นอย่างดีก็แสดงว่าโอกาสที่จะหายขาดจากไวรัสก็มีสูงมากทีเดียว ทั้งนี้ทั้งนั้น ในการรับยาครั้งแรก ผู้ป่วยอาจรู้สึกถึงผลข้างเคียงในระยะสั้น เช่น อาเจียน ท้องเสีย หรือเบื่ออาหารได้เช่นกัน โดยในบางรายอาจมีอาการที่ต่อเนื่องในระยะยาวอย่างนอนไม่หลับ น้ำหนักลด หรือซึมเศร้า ขึ้นอยู่กับชนิดที่ยาต้านไวรัส HIV ที่ผู้ป่วยใช้

รับยาต้านไวรัส HIV ได้ที่ไหนดี

ปัจจุบันผู้ป่วยและผู้มีความเสี่ยงจะติดไวรัส HIV สามารถรับยาต้านไวรัสชนิดต่าง ๆ ได้ที่โรงพยาบาลรัฐ เอกชน สถานพยาบาล คลินิกชุมชน หรือคลินิกนิรนาม ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย โดยเฉพาะหากมีความต้องการใช้ยาต้านไวรัส HIV ชนิด PEP สำหรับการป้องกันฉุกเฉิน ให้คุณรีบไปรับยาอย่างเร็วที่สุด เนื่องจากระยะห่างหลังจากมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อกับการทานยาป้องกันมีผลต่อประสิทธิภาพในการรักษามากพอสมควร

FAQ ยาต้านไวรัส HIV

ยาต้านไวรัส HIV ราคาเท่าไหร่ แพงไหม ?

ปัจจุบันยาต้านเอดส์ ชนิด PrEP และ PEP มีราคาตกอยู่ประมาณ 600 – 2,000 บาท/เดือน ทั้งนี้ ราคาอาจแปรผันไปตามสถานที่ที่ผู้ป่วยรับยา

เมื่อทานยาต้านไวรัส HIV ต้องทานตลอดไหม ?

ยาต้าน HIV ไม่ว่าจะชนิด PrEP (ยาป้องกัน) และ PEP (ยาป้องกันฉุกเฉิน) ต้องทานอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ โดยเฉพาะยา PEP ที่ต้องทานเป็นประจำทุกวันติดต่อกัน 28 วัน เพื่อให้การป้องกันการแพร่พันธุ์และลุกลามของไวรัส HIV เป็นไปอย่างเต็มประสิทธิภาพ

ทานยาต้านไวรัส HIV แล้วมีความเสี่ยงได้ตลอดไหม

แม้ว่าผลวิจัยทางการแพทย์จะพบว่าการทานยาต้านไวรัสเอชไอวีอย่าง PrEP และ PEP จะสามารถลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ HIV ที่ลุกลามกลายเป็นโรคเอดส์ได้สูงถึง 100% นั้น แต่ก็มีปัจจัยมากมายที่เกี่ยวข้องกับการลดความเสี่ยงดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นวินัยและความสม่ำเสมอในการทานยา พฤติกรรมการใช้ชีวิต การดื้อยา ตลอดจนคุณภาพของยาต้านไวรัส HIV ที่ทานก็อาจส่งผลให้มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นได้เช่นกัน

กินยาต้านไวรัส HIV ไม่ตรงเวลา

นอกจากการกินยาต้านไวรัส HIV ไม่ตรงเวลาจะส่งผลให้การป้องกันและรักษาอาการติดเชื้อไวรัส HIV เป็นไปอย่างไร้ประสิทธิภาพแล้ว ยังอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงอย่างอาการเชื้อดื้อยาซึ่งนำไปสู่ความจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนตัวยาที่ใช้ในการรักษา ทำให้เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้น และเสี่ยงต่อการที่เชื้อจะลุกลามกลายเป็นโรคเอดส์ได้อีกด้วย

การติดเชื้อ HIV นั้นไม่ได้หมายความว่าจะต้องจบลงด้วยการเป็นโรคเอดส์เสมอไป หากผู้มีความเสี่ยงสามารถป้องกันได้ทันด้วยการทานยาต้านไวรัส HIV ดังที่บทความนี้ได้นำเสนอไปก็จะช่วยลดความเสี่ยงที่จะนำไปสู่โรคร้ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการมีวินัยในการทานยาอย่างสม่ำเสมอ ตลอดจนการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่จะช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานได้ดีขึ้น และต่อกรกับเชื้อไวรัส HIV ที่เข้ามาคุกคามร่างกายของคุณได้อย่างมีประสิทธิภาพนั่นเอง