[ข้อห้าม หลังฉีดโบท็อก] ข้อปฏิบัติตัว เพื่อให้โบท็อกสลายตัวช้า อยู่ได้นานกว่าปกติ

0
38
ข้อห้ามหลังฉีดโบท็อก

ข้อห้าม หลังฉีดโบท็อก

ฉีดโบท็อก (โบทูลินั่ม ท็อกซิน) เป็นหัตถการที่ราคาไม่แพง สามารถเห็นผลลัพธ์ได้อย่างชัดเจนโดยไม่ต้องรอนาน ตามปรกติแล้วจะอยู่ได้นานถึงประมาณ 4-6 เดือน ผู้คนในยุคนี้จึงต่างให้ความสนใจและนิยมทำกันมากขึ้นเรื่อย ๆ อย่างต่อเนื่อง

คุณหมอจะพูดถึงงานวิจัยล่าสุดแบบเจาะลึกในบทความวันนี้ โดยเน้นในเรื่องวิธีการปฏิบัติตัวอย่างไรที่จะช่วยให้โบท็อกอยู่ได้นานยิ่งขึ้นทั้งก่อนฉีดและหลังฉีดโบท็อก

เราไม่ควรจะละเลยการปฏิบัติตัวตามขั้นตอนอย่างเหมาะสม ซึ่งนอกจากคนไข้อาจจะต้องฉีดโบท็อกบ่อยขึ้น ทั้งนี้ สิ้นเปลืองเงินมากขึ้นแล้ว ยังเสี่ยงที่จะเกิดการดื้อโบท็อกได้ง่ายขึ้นด้วยครับ

คนไข้ควรศึกษาถึงกลไกการออกฤทธิ์ของโบท็อก เพื่อเข้าใจถึงวิธีปฏิบัติตัวก่อนฉีด-หลังฉีดโบท็อก ว่าทำเพื่ออะไร และจะช่วยให้เราจำได้ง่ายขึ้นด้วย

เซลล์ประสาท

โบท็อก คือ โปรตีนในน้ำใส ๆ จะแยกออกเป็น 2 ส่วนเมื่อฉีดเข้าสู่บริเวณกล้ามเนื้อแล้ว

·         ส่วนที่ 1 ผลการฉีดโบท็อกจะอยู่ได้นานมากขึ้นถ้าส่วนนี้มีความเข้มข้นสูง เพราะเป็นส่วนที่จะถูกดูดซึมเข้าไปเก็บเอาไว้ในเซลล์ประสาทและเป็นส่วนเดียวเท่านั้นที่จะออกฤทธิ์

·         ส่วนที่ 2 ส่วนนี้จะปลิวไปตามกระแสเลือดหลังฉีดภายในระยะเวลาไม่เกิน 1 ชั่วโมง นั่นคือเสียไปฟรี ๆ โดยไม่มีผลต่อเซลล์อื่น ๆ ของร่างกาย แต่จะถูกขับออกไปจากร่างกายในที่สุด เพราะเป็นส่วนที่ไม่ถูกดูดซึมสู่ร่างกาย

เพื่อจะทำให้ส่วนที่ 1 เข้มข้นขึ้น อยู่ได้นานกว่าปกติ และทำให้โบท็อกส่วนที่ 2 ปลิวไปน้อยที่สุด ก่อนฉีดโบท็อกมีวิธีปฏิบัติตัวอย่างไร

1. ควรเลือกฉีดด้วยโบท็อกแท้เท่านั้น

ด้วยสาเหตุที่โบท็อกแท้ฉีดจุดไหนจะอยู่จุดนั้น จะมีการกระจายตัวต่ำ จึงทำให้การปลิวหายไปเกิดขึ้นน้อยลง

ดังนั้น สิ่งสำคัญคือก่อนฉีดทุกครั้งต้องตรวจสอบว่าเป็น “โบท็อกของแท้” เท่านั้น

·         คนไข้ควรเตรียมศึกษาวิธีสังเกตโบท็อกแท้ยี่ห้อต่าง ๆ ก่อนเข้ารับการฉีดโบท็อกซ์

·         ควรขอให้แพทย์แกะกล่อง เปิดขวด และทำการผสมโบท็อกให้ดูต่อหน้า

·         ควรขอขวดและกล่องกลับบ้านหลังฉีดเสร็จ หรือขอถ่ายรูปเก็บไว้ตรวจสอบในภายหลัง

หากโรงพยาบาลหรือคลินิกนั้นใช้โบท็อกซ์ของแท้ ย่อมยินดีให้คนไข้ตรวจสอบได้แน่นอน เพื่อให้เรามั่นใจได้ว่าฉีดโบท็อกที่เป็นตัวยาของแท้  

วิธีตรวจสอบโบท็อกแท้-Allergan

จากการเปรียบเทียบกับโบท็อกหลากหลายยี่ห้อ สรุปว่าโบท็อกอเมริกามีค่าการกระจายตัวต่ำที่สุด ซึ่งราคาของโบท็อกอเมริกาก็จะสูงกว่ายี่ห้ออื่นอยู่เป็นเท่าตัวด้วย 

และคุณหมอได้เขียนอธิบายไว้ในบทความเรื่อง แฉหมดเปลือก ! วิธีการเลือกใช้โบท็อก อเมริกา/อังกฤษ/เกาหลี และกลโกงโบท็อก ! อย่างละเอียดครับ

2. การผสมน้ำเกลือก่อนที่จะฉีด

ในทุก ๆ ยี่ห้อของโบท็อกแท้ จะมาในรูปแบบที่ไม่มีน้ำ แต่เป็นสูญญากาศแห้ง ๆ ซึ่งเมื่อจะดูดออกมาฉีดจะต้องใส่น้ำเกลือลงไปละลาย น้ำเกลือ 2.6 CC ต่อ โบท็อก 100 ยูนิตเป็นปริมาณความเข้มขันที่เหมาะสม

แต่ถ้าผสมโดยเจือจางน้ำเกลือมากเกินไป จะส่งผลให้โบท็อกปลิวไปง่ายขึ้น

วิธีตรวจสอบโบท็อกแท้

ถ้าผสมโบท็อกเสร็จในรูปแบบน้ำแล้วนำมาฉีดให้เลย เราจะไม่สามารถรู้ได้เลยว่าเป็นการผสมน้ำเกลือแบบเข้มข้นหรือเจือจาง ดังนั้น เพื่อความมั่นใจว่าคลินิกไม่ได้เจือจางน้ำเกลือมากจนเกินไป คนไข้จึงควรขอให้แพทย์ผสมโบท็อกต่อหน้าทุกครั้งก่อนฉีด

3. เทคนิคในการฉีด

หากฉีดโบท็อกกับหมอที่ไม่มีความชำนาญหรือฉีดไม่ตรงจุด ถึงแม้จะได้ผลแต่ก็จะเห็นผลช้าและอยู่ได้สั้นลง เพราะจะต้องรอให้โบท็อกแพร่กระจายจากจุดที่ฉีดมายังปลายเซลล์ประสาท

จึงควรเลือกฉีดในคลินิกที่ได้มาตรฐาน ฉีดกับคุณหมอที่มีความเชี่ยวชาญ เพราะจะสามารถประเมินกล้ามเนื้อที่จะฉีดได้ว่าความลึกในแต่ละจุดนั้นเป็นเท่าไร อันเป็นจุดที่เซลล์เส้นประสาทมาเกาะกล้ามเนื้อ

โดยส่วน 2 ที่ปลิวกระจายไปอาจจะกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิต้านทานขึ้นมาได้ทำให้ดื้อโบท็อกตามมา

4. ในการฉีด botox แต่ละครั้ง ไม่ควรใช้จำนวนยูนิตเกินกว่า 300 ยูนิต

·         เพื่อไม่ไปเพิ่มความเสี่ยงต่อการดื้อยา จึงควรหลีกเลี่ยงเทคนิคการฉีดที่ไม่ได้ฉีดโบท็อกเข้าในกล้ามเนื้อโดยตรง

·         อาจเพิ่มโอกาสที่ร่างกายจะสร้างภูมิต้านทานได้ง่ายขึ้น หากใช้จำนวนยูนิตเกินในการฉีด

·         ควรหลีกเลี่ยงการฉีดโดยใช้จำนวนยูนิตที่น้อยเกินไปในแต่ละจุด ซึ่งอาจส่งผลให้การออกฤทธิ์ของโบท็อกหมดไปไวยิ่งขึ้น จึงต้องฉีดบ่อยขึ้น แถมยังเสี่ยงต่อการดื้อโบท็อกด้วย

คุณหมอจะเป็นผู้ประเมินคนไข้ในแต่ละเคสและแจ้งให้ทราบถึงปริมาณยูนิตที่เหมาะสมที่ควรใช้ฉีด

5. ควรประคบเย็น ระหว่างการฉีด

สิ่งสำคัญคือ ควรประคบด้วยความเย็นในระหว่างฉีด เพื่อช่วยลดการไหลเวียนของเส้นเลือดบริเวณที่ฉีดโดยรอบ และจะช่วยให้โบท็อกไม่ปลิวออกไป แต่อยู่เฉพาะจุดที่หมอต้องการจะฉีดด้วย

ข้อปฏิบัติตัวหลังฉีดโบท็อกมีอะไรบ้าง เพื่อทำให้ โบท็อกสลายช้าที่สุด

6.1 รีบขยับเกร็งกล้ามเนื้อบริเวณที่ฉีดทันที 1-2 ครั้ง หลังฉีดโบท็อกทันที ในแต่ละบริเวณ

เราควรบริหารกล้ามเนื้อทั้งหมดที่ฉีดเป็นเวลาประมาณ 30 นาทีหลังจากที่ฉีด botox เสร็จแล้วทั้งหมด เพื่อให้เซลล์ประสาทดูดโบท็อกเข้าไปให้มากที่สุด และจะเหลือส่วนที่ปลิวไปน้อยที่สุด

ส่วนในช่วงที่ทำการขยับกล้ามเนื้อหลังฉีดเสร็จนั้นไม่ควรใช้การประคบเย็น เนื่องจากจะไปขัดขวางการดูดโบท็อกเข้าเซลล์ประสาท

กล่าวโดยสรุปคือ ตอนฉีดเราใช้ความเย็นบล็อครอบ ๆ เพื่อช่วยให้โบท็อกอยู่เฉพาะจุดที่ต้องการฉีด จากนั้นเมื่อฉีด botox เสร็จทันทีคนไข้จึงควรขยับกล้ามเนื้อเพื่อช่วยดึงให้โบท็อกเข้าเซลล์มากที่สุด

รีวิวโบท็อกหน้าผาก-โบท็อกหางตา-โบท็อกขมวดคิ้ว

ตัวอย่างรีวิวผลการรักษาด้วยโบท็อก

รูปในฝั่งซ้ายมือ ถ้าเป็นการฉีดโบท็อกกรามหลังฉีดควรใช้วิธีเคี้ยวหมากฝรั่งหรือกัดฟันทันที นั่นคือ เราควรรีบขยับกล้ามเนื้อหลังจากฉีดโบท็อกเสร็จทันที

6.2 หลีกเลี่ยงการนอนราบ 3 ชั่วโมง หลังจากฉีดโบท็อก

หน้าบวม คืออาการปรกติที่เกิดขึ้นได้หลังฉีดโบ คนไข้ควรดูแลตัวเองอย่าไปนวด แกะ หรือเกาตรงบริเวณที่ฉีด

รวมถึงควรหลีกเลี่ยงการก้มหัวลงต่ำกว่าระดับหัวใจ เพราะโบท็อกจะปลิวไปเยอะขึ้น จะทำให้เลือดไหลเวียนไปที่หน้ามากขึ้น

โบท็อกส่วนที่ 1 ที่อยู่ในเซลล์ประสาท ทำหน้าที่ยับยั้งกล้ามเนื้อ หลังการฉีดอาจต้องใช้เวลาประมาณ 7-14 วันจึงจะเริ่มเห็นผล หลังจากนั้นความเข้มข้นของโบท็อก รวมทั้งประสิทธิภาพในการยับยั้งการทำงานของกล้ามเนื้อก็จะค่อย ๆ ลดลงเมื่อเวลาผ่านไป

สาเหตุสำคัญหลัก ๆ ที่โบท็อกจะย่อยสลายไวขึ้นหรือไม่นั้นก็คือ การไหลเวียนของเลือด (Metabolism) รวมทั้งความร้อน

7.1 ควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ทำให้หน้าแดง รวมทั้งการเจอกับความร้อนทุกชนิด

กิจกรรมจำพวก กิจกรรมกลางแจ้งที่ต้องตากแดดเป็นเวลานาน, เข้าซาวน่า, ออกกำลังกายหนัก ๆ, เครื่องดื่มแอลกอฮอล์, เลเซอร์ร้อน RF thermage ที่ลงผิวชั้นลึกทุกชนิด ล้วนเป็นสิ่งที่ควรงดเว้น รวมทั้งในช่วง 2 สัปดาห์แรกหลังฉีด ควรงดนอนคว่ำ, งดก้มหัวต่ำกว่าอก (หรือขอให้งดอย่างน้อย 48 ชั่วโมงหลังฉีดถ้าทำไม่ได้จริง ๆ )

ห้ามดื่มเหล้าเบียร์

ในระยะ 14 วันหลังฉีดโบท็อกแล้ว อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงมีอะไรบ้าง (หากทำไม่ได้ ควรงดอย่างน้อย 48 ชั่วโมง)

·         ไม่ควรกินอาหารที่มีรสเผ็ดจัด ที่อาจแสบร้อนจนหน้าแดง

·         หลีกเลี่ยงอาหารจำพวกหมูกระทะ ปิ้งย่าง ชาบู ที่ต้องนั่งหน้าเตาร้อน ๆ

·         งดเครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอล์ทุกชนิด เช่น เหล้า เบียร์ ไวน์ น้ำหมัก

·         หลีกเลี่ยงอาหารหมักดอง เช่น ปลาร้า หน่อไม้ดอง มะม่วงดอง เพราะมีสารที่ทำให้เส้นเลือดขยายตัว

·         ควรงดการสูบบุหรี่ เนื่องจากในบุหรี่มีสารหลายชนิดที่จะไปขยายหลอดเลือด

เมื่อพ้นช่วงเวลา 2 สัปดาห์แรกไปแล้ว สิ่งต่างๆ ดังที่กล่าวไปในข้างต้นนี้อาจส่งผลต่ออายุของโบท็อกอยู่บ้าง แต่ไม่มากนัก

ส่วนกิจกรรมประเภทการเข้าซาวน่าและการทำเลเซอร์ร้อนจะยังมีผลกระทบมากที่สุด

คนไข้ไม่จำเป็นต้องหยุดกิจกรรมการออกกำลังกาย เพราะการออกกำลังกายช่วยให้ผิวใสขึ้น และดีต่อสุขภาพ เพียงแค่ควรหลีกเลี่ยงความร้อนเท่าที่พอจะทำได้

ออกกำลังกายซาวน่า

ในช่วง 14 วันหลังจากฉีดโบท็อก ไม่ควรอยู่ใกล้ความร้อน หากทำไม่ได้ก็ขออย่างน้อย 48 ชั่วโมงหลังฉีด  รวมถึงกิจกรรมทุกชนิดที่จะส่งผลให้หน้าแดง

7.2 ถ้ามีคอร์สเลเซอร์ คอร์สทำหน้า นวดหน้า ที่ต้องทำเป็นประจำ

ควรนวดหน้า ทำเลเซอร์ หรือทำหน้ามาให้เรียบร้อยก่อนที่จะมาฉีดโบท็อก เพราะหลังฉีดโบท็อกจำเป็นต้องงดไป 2 สัปดาห์ถึงจะไปทำหน้าได้อีก

สังกะสี (zinc) แร่ธาตุที่เป็นปัจจัยสำคัญอันมีผลต่อการทำงานของโบท็อกที่อยู่ในเซลล์ประสาท

จากการสำรวจล่าสุดพบว่า 30% ของชาวเมริกันมีอาการขาดธาตุสังกะสี แต่ยังไม่มีการสำรวจในประเทศไทย โดยจะส่งผลให้ผลการฉีดโบท็อกอยู่ได้สั้นลง รวมถึงโบท็อกออกฤทธิ์ได้น้อยลงและช้าลงด้วย https://www.ncbi.nlm.nih.gov/m/pubmed/22453589/

8. ก่อนและหลังการฉีดโบท็อก การกินแร่ธาตุสังกะสี (zinc) 50 mg ข้อมูลจากงานวิจัยพบว่าจะช่วยให้โบท็อกอยู่ได้นานขึ้น โบท็อกออกฤทธ์ดีขึ้นและไวขึ้นด้วย

แต่สำหรับบางเคสก็ทำให้เกิดผลข้างเคียงของโบท็อกได้มากยิ่งขึ้น เนื่องจากเสริมฤทธิ์รุนแรงจนเกินไปครับ

ควรกินธาตุสังกะสีตามคำแนะนำของแพทย์เท่านั้นหากจะกินในปริมาณมาก

โดยส่วนมากมักจะใช้ในคนไข้ที่เริ่มดื้อโบท็อก (อาการคือฉีดแล้วผลลัพธ์อยู่ได้ไม่นาน) หรือคนไข้ที่มีอาการขาดแร่ธาตุสังกะสีอย่างชัดเจนเท่านั้น

คนไข้จะสามารถกินเสริมได้ตามปรกติหากคนไข้กินธาตุสังกะสีจากอาหาร หรือกินในปริมาณไม่เกิน 15-20 mg/วัน อย่างที่ Thai RDA ได้กำหนดไว้ว่าเป็นปริมาณที่เหมาะสม

เมื่อคนไข้ลองสังเกตตัวเองแล้วหากพบว่ามีอาการขาดธาตุสังกะสี โดยจะมีอาการคือ ผมร่วงแตกปลาย, เล็บแห้งเปราะหักง่าย, ผิวแห้งลอก , เป็นแผลเรื้อรังรวมถึงเป็นผื่นง่าย แนะนำให้กินธาตุสังกะสีก่อนหรือหลังฉีดโบท็อกได้ ซึ่งจะช่วยให้โบท็อกอยู่ได้นานกว่าปรกติ

หอยนางรม

ข้อมูลเกี่ยวกับแร่ธาตุสังกะสีในอาหาร

·         ปริมาณสังกะสีในพืชผักผลไม้จะมีน้อย รวมทั้งดูดซึมได้ยาก

·         ในไข่แดง จะมีธาตุสังกะสีประมาณ 1.5 mg/100 g

·         ในเนื้อสัตว์ อาหารทะเล จะมีธาตุสังกะสีประมาณ 1.5-4 mg/100 g

·         ในตับ จะมีธาตุสังกะสีประมาณ 4-7 mg/100 g

·         ในหอยนางรม จะมีธาตุสังกะสีประมาณ 75 mg/100 g

ข้อมูลข้างต้นนี้ คาดว่าคงจะมีคนไทยจำนวนไม่น้อยที่ขาดธาตุสังกะสี และยิ่งมีความเสี่ยงที่จะขาดธาตุสังกะสีมากขึ้นด้วยในคนที่อายุมาก

ถ้าเราไม่ได้ใช้งานกล้ามเนื้อนาน ๆ อย่างต่อเนื่องผลจากโบท็อกจะอยู่ได้นานขึ้น  เพราะเมื่อเวลาผ่านไปกล้ามเนื้อจะกลับมาทำงานได้ยากขึ้น อีกทั้งขนาดกล้ามเนื้อจะเล็กลง

แต่ผู้ที่ชอบเลิกคิ้วบ่อย ยิ้มบ่อย หรือเคี้ยวอาหารเหนียวนาน ๆ เกินไป ย่อมจะส่งผลให้กล้ามเนื้อถูกกระตุ้นให้ใช้งานบ่อย กล้ามเนื้อจึงแข็งแรงขึ้น ทำให้ผลการฉีดโบท็อกอยู่ได้สั้นลงด้วยครับ

9. ฉีดโบท็อกต่อเนื่อง ในระยะเวลาที่เหมาะสม ไม่ฉีดบ่อยหรือเว้นห่างจนเกินไป

·         การฉีดแต่ละครั้ง ไม่ควรเว้นระยะห่างนานเกินไป เช่น เว้นห่างเกิน 5-6 เดือน เพราะจะส่งผลให้กล้ามเนื้อกลับมาทำงานได้ตามปกติ จนอาจทำให้ต้องฉีดโดยใช้ยูนิตที่เยอะขึ้นอีก

·         การฉีดแต่ละครั้ง อย่างน้อยควรเว้นระยะ 3 เดือน ไม่ควรฉีดถี่จนเกินไป

10. คนไข้ควรรีบขยับเกร็งกล้ามเนื้อที่ฉีดโดยทันที 1-2 ครั้ง หลังฉีดโบท็อกในแต่ละจุด

หลังจากฉีดโบท็อกเสร็จแล้วควรบริหารกล้ามเนื้อทั้งหมดที่ฉีด เป็นเวลาประมาณ 20 นาที

การดูแลตัวเองหลังฉีดเสร็จแล้ว ได้แก่ ควรพยายามเปลี่ยนพฤติกรรมการขยับกล้ามเนื้อบริเวณที่ฉีดให้น้อยลงกว่าเดิม เช่น พยายามไม่เคี้ยวปลาหมึกแห้ง หรืออาหารเหนียว ๆ เนื่องจากหากคนไข้กระตุ้นกล้ามเนื้อบ่อย ๆ จะทำให้เซลล์เส้นประสาทงอกขึ้นมาใหม่ได้  ซึ่งเซลล์ประสาทที่งอกมาใหม่นั้นจะสามารถขยับกล้ามเนื้อได้ แม้ว่าโบท็อกจะยังไม่หมดฤทธิ์ก็ตาม

นอกจากนี้ การขยับกล้ามเนื้อยังส่งผลให้โบท็อกส่วนที่ 1 ที่ถูกเก็บไว้ในเซลล์ประสาทสลายไปได้ไวขึ้น เนื่องจากจะไปเพิ่มการไหลเวียนกระแสเลือดในบริเวณที่ฉีด

สรุป timeline ข้อควรปฏิบัติในแต่ละช่วงเวลา เมื่อฉีดโบท็อก

สรุป-timeline-ข้อปฎิบัติตัวในการฉีดโบท็อก-1
timeline-ข้อปฎิบัติตัวในการฉีดโบท็อก-2

ก่อนฉีดโบท็อก

·         เนื่องจาก หลังฉีดจะต้องงดไป 2 อาทิตย์ จึงจะทำหน้าต่อได้ ดังนั้น หากมีคอร์สนวดหน้า ทำหน้า หรือคอร์สเลเซอร์ที่ต้องทำเป็นประจำ ควรถือโอกาสทำมาให้เรียบร้อย ก่อนเข้ารับการฉีดโบท็อก

·         ในช่วง 2-3 วันก่อนฉีด ควรงดกินยาในกลุ่มที่ลดการแข็งตัวของเลือดเช่น NSAIDs, แอสไพริน รวมถึงควรงดสครับหน้า เพื่อช่วยลดโอกาสที่จะเกิดอาการเขียวช้ำบริเวณที่ฉีด

·         ก่อนฉีดคนไข้ควรเตรียมตัวล่วงหน้า ด้วยการศึกษาข้อมูลวิธีสังเกต โบท็อกแท้ ดังข้อมูลด้านบนใน ข้อ 1. และ ข้อ 2.

·         ควรเลือกฉีดกับคุณหมอที่มีความเชี่ยวชาญในคลินิกที่ได้มาตรฐาน ดังข้อมูลด้านบนใน ข้อ 3, ข้อ 4.

·         ในผู้ที่มีอาการขาดธาตุสังกะสี หากอยากให้โบท็อกออกฤทธิ์ได้ไวยิ่งขึ้น (ดังข้อมูลด้านบนใน ข้อที่ 8.) ควรเริ่มกินอาหารหรือกินอาหารเสริมที่มีธาตุสังกะสี ในปริมาณที่ไม่เกิน 20 มก./วัน โดยอาจไม่จำเป็นต้องกินก่อนฉีดก็ได้ สามารถกินหลังฉีดได้เช่นกัน จะสามารถช่วยให้โบท็อกอยู่ได้นานขึ้น

·         กรณีที่คนไข้มีข้อห้ามในการฉีดโบท็อกต้องปรึกษาแพทย์

ระหว่างฉีดโบท็อก

·         หลังจากที่ฉีดโบท็อกในแต่ละจุดเสร็จทันที คนไข้ควรรีบขยับเกร็งกล้ามเนื้อบริเวณที่ฉีดทันทีสัก 1-2 ครั้ง (ดังข้อมูลด้านบน ในข้อ 6.1)

·         ควรบริหารกล้ามเนื้อทั้งหมดบริเวณที่ฉีดเมื่อฉีดเสร็จทั้งหมดแล้ว เป็นระยะเวลาประมาณ 30 นาที โดยการเคี้ยวหมากฝรั่ง ยิ้มเยอะ ๆ ยักคิ้ว และขมวดคิ้ว

หลังจากฉีดโบท็อกแล้ว 3 ชั่วโมง

·         เพื่อป้องกันการไปขัดขวางการดูดโบท็อกเข้าเซลล์ประสาท  เราจึงไม่ควรประคบเย็น ดังข้อมูลด้านบน ในข้อ 6.1

·         เลี่ยงการก้มหัวลงต่ำกว่าระดับหัวใจ รวมถึงไม่ควรนอนราบ ดังข้อมูลด้านบน ในข้อ 6.2

หลังฉีดโบท็อก 24 ชั่วโมง

·         คนไข้สามารถทาครีมทับบริเวณรอยเข็มได้ รวมถึงแต่งหน้าทับได้ตามปรกติ

หลังจากฉีดโบท็อก 48 ชั่วโมง

·         คนไข้จะได้รับผลลัพธ์ที่ดีจากโบท็อก ถึง 90 % จากปรกติแล้ว หากสามารถหลีกเลี่ยงการโดนความร้อนและอาหารต่าง ๆ ที่ควรหลีกเลี่ยง ดังข้อมูลด้านบน ในข้อ 7.1, ข้อ 7.2 ได้

หลังฉีดโบท็อก 2-3 วัน

·         หลังฉีดเสร็จครบ 2-3 วัน คนไข้บางเคสจะเริ่มเห็นผลจากการฉีดโบเพื่อลดริ้วรอยบางส่วน

·         คนไข้บางรายอาจเกิดผลข้างเคียงชนิดที่ไม่เป็นอันตรายขึ้นได้ อาทิเช่น ตาพร่า ปวดหัว คอแห้ง หากแต่เป็นเพียงผลข้างเคียงชั่วคราวเท่านั้น อย่างเช่นอาการปวดหัวสามารถประคบเย็นได้ รวมถึงสามารถหายไปเองได้ภายในระยะเวลา 7-14 วัน แต่หากเป็นมากควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจรักษา

หลังฉีดโบท็อก 7-10 วัน

·         อาจมีอาการหน้าบวมได้เล็กน้อยหลังฉีดโบ ไม่ควรประคบร้อน รอยเขียวช้ำอาจจะยังมีอยู่ แต่จะค่อย ๆ จางหายไปเองภายในระยะเวลา 14 วันโดยประมาณ

หลังฉีดโบท็อก 14 วัน

·         หลังครบ 14 วัน จะเห็นผลจากการฉีดโบท็อกลดริ้วรอยเกือบเต็มที่แล้ว

·         หลังครบ 14 วัน จะเห็นผลจากการฉีดโบท็อกลดกราม สังเกตได้จากเมื่อกัดกรามจะไม่เด้ง แต่กรามจะยังไม่ยุบลง ถ้าจะให้กรามยุบเต็มที่ต้องใช้เวลาประมาณ 2 เดือน

·         คนไข้จะได้รับผลลัพธ์ที่ดีจากการฉีดโบท็อก ถึง 90 % จากปรกติแล้ว หากคนไข้สามารถหลีกเลี่ยงการโดนความร้อนและอาหารต้องห้าม ดังข้อมูลในข้อ 7.1, ข้อ 7.2 ได้

หลังฉีดโบท็อก 14 วัน จนถึงการฉีดโบท็อกครั้งต่อไป

·         ควรทานอาหารหรืออาหารเสริมที่มีแร่ธาตุสังกะสี ดังข้อมูลในข้อ 8.

·         ในการฉีดโบท็อก ควรทำในระยะที่เหมาะสมและอย่างต่อเนื่อง อย่างน้อยควรเว้นประมาณ 3 เดือนไม่ฉีดถี่เกินไป และไม่เว้นระยะห่างนานจนเกินไป ไม่ควรเว้นห่างเกินกว่า 5-6 เดือน ดังข้อมูลในข้อ 9.

·         ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต โดยลดการขยับกล้ามเนื้อจุดที่ฉีดโบท็อกให้น้อยลง ดังข้อมูลในข้อ 10.

·         คนไข้สามารถออกกำลังกายได้ตามปกติ แต่ยังไม่ควรเข้าใกล้ความร้อน

[ข้อห้ามการฉีดโบท็อก] อ้างอิงจาก

https://www.allergan.com/miscellaneous-pages/allergan-pdf-files/botox_med_guide

https://www.drugs.com/drug-interactions/onabotulinumtoxina,botox-index.html

การฉีดโบท็อกจะมีข้อห้าม แบบที่ไม่สามารถฉีดได้ (Absolute contraindication)

·         ผู้ที่มีปัญหาเรื่อง โรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ อาจมีอันตรายถึงชีวิต เช่น โรคถุงลมโป่งพอง โรคหอบหืด

·         ผู้ที่มีอาการติดเชื้อที่ผิวหนังในจุดที่จะทำการฉีดโบท็อก

·         ผู้ที่เป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงต่าง ๆ เช่น

–          amyotrophic lateral sclerosis (ALS)

–          Lou Gehrig’s disease

–          myasthenia gravis

–          Lambert-Eaton syndrome

·         ผู้ที่มีภาวะติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ หรือมีอาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่

·         ผู้ที่มีปัญหาเรื่อง กล้ามเนื้อในด้านการกลืน

ข้อห้ามการฉีดโบท็อก แบบที่ควรระวัง

สามารถฉีดได้ แต่คนไข้จะต้องปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ

·         ในคนที่มีอายุอยู่ในช่วง 12-18 ปี ควรปรึกษาแพทย์ก่อน เพราะมีการศึกษารับรองความปลอดภัยในบางกรณีเท่านั้น

·         ยังไม่มีการศึกษาวิจัยใดที่รับรองความปลอดภัยของการฉีดโบท็อก ในผู้ที่มีอายุน้อยกว่า 18 ปี

·         คนที่เคยมีประวัติแพ้ส่วนผสมของโบท็อกมาก่อน

ซึ่งในโบท็อกนั้นประกอบด้วย : Botulinum toxin type A, Human albumin, Sodium chloride

ข้อมูลอื่นๆ ที่คนไข้ควรแจ้งให้แพทย์ทราบ ก่อนเข้ารับการฉีดโบท็อก คืออะไรบ้าง

·         หากในการฉีดโบท็อกครั้งก่อน ๆ ที่ผ่านมา คนไข้เคยมีผลข้างเคียงมาก่อน

·         หากเคยทำหัตถการต่าง ๆ ที่เคยทำบนใบหน้ามาก่อน เช่น ร้อยไหม เมโส โบท็อก ฟิลเลอร์ เลเซอร์ชนิดต่าง ๆ

·         กำลังอยู่ในภาวะตั้งครรภ์ ซึ่งในทุกวันนี้ยังไม่มีการศึกษายืนยันว่า โบท็อกเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ไหม

·         กำลังอยู่ในช่วงการให้นมบุตร ซึ่งในทุกวันนี้ยังไม่มีการศึกษายืนยันว่า โบท็อกสามารถผ่านไปทางน้ำนมแม่ได้ไหม

·         เป็นผู้มีภาวะเลือดหยุดยาก เขียวช้ำง่าย

·         มีกำหนดการที่จะเข้ารับการผ่าตัด

·         คนไข้เคยเข้ารับการผ่าตัดที่ใบหน้ามาก่อน

·         กำลังมีภาวะหนังตาตกอยู่

ควรแจ้งเกี่ยวกับยาที่คนไข้กำลังใช้อยู่ปัจจุบัน ให้แพทย์ทราบด้วย

ยาในกลุ่มที่หากคนไข้ได้รับพร้อมกับโบท็อก แล้วจะเกิดอันตรายมาก (Major side effect) คือ

กลุ่มยาฆ่าเชื้อ ”แบบฉีด” บางตัว สามารถเสริมฤทธิ์โบท็อกแล้วทำให้เกิดอันตรายได้ จึงห้ามใช้ร่วมกับโบท็อก

amikacin, colistin, polymyxin E, gentamicin, kanamycin, neomycin, netilmicin, plazomicin, polymyxin B, spectinomycin, streptomycin, tobramycin.

กลุ่มยาคลายกล้ามเนื้อ atracurium, cisatracuirum, doxacurium, metocurine, mivacurium, pancuronium, pipecuronium, rapacuronium, rocuronium, succinylcholine, tubocurarine, vecuronium.

ยาฆ่าเชื้อและยาคลายกล้ามเนื้อที่อยู่นอกเหนือจากรายการข้างบนนี้ สามารถใช้ร่วมกันกับโบท็อกได้โดยไม่เป็นอันตรายครับ

กลุ่มยาที่ใช้ร่วมกับโบท็อกแล้วอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงในระดับปานกลาง แต่ไม่เป็นอันตราย ยกตัวอย่างเช่น เกิดอาการตาพร่า ปากแห้ง รอยช้ำ (ถ้าอาการรุนแรงก็สามารถปรึกษาแพทย์เพื่อปรับชนิดยาที่ใช้ได้) ได้แก่ กลุ่มยาต้านเกร็ดเลือด, กลุ่มยาแก้แพ้ แก้หวัด และกลุ่มยานอนหลับครับ

หากจะรับยาตัวอื่นเพิ่มเติม หลังจากฉีดโบท็อกไปในระยะ 4 เดือน คนไข้ต้องแจ้งแพทย์ที่จะจ่ายยาให้ทราบด้วยว่าเพิ่งฉีดโบท็อกมา

ตัวอย่างผลการปรับรูปหน้า โดยทีมแพทย์ V Square Clinic

รีวิวโบท็อกลดกรามหน้าเรียว-แฟตลดแก้ม

ตัวอย่างรีวิว ผลการรักษาด้วยโบท็อกลดกรามหน้าเรียว และเมโสแฟตลดแก้ม

รีวิวโบท็อก

ตัวอย่างรีวิว ผลการรักษาด้วยโบท็อกลดกราม หน้าเรียว

โบท็อกลดกราม-100-unit

ตัวอย่างรีวิว ผลการรักษาด้วยโบท็อกลดกราม 100 Unit

เอกสารอ้างอิง

1. Mark Hallett. (2015). Explanation of Timing of Botulinum Neurotoxin Effects, Onset and Duration, and Clinical Ways of Influencing Them. แหล่งข้อมูล:https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC4658210/?report=classic

2. Briefel RR, Bialostosky K, Kennedy-Stephenson J, McDowell MA, Ervin RB, Wright JD. (1988-1994). Zinc intake of the U.S. population: findings from the third National Health and Nutrition Examination Survey, The Journal of nutrition. 2000 May;130(5S Suppl):1367S–73S.

3. นพ. วัลลภ พรเรืองวงศ์. (2522). พบคนไทยเสี่ยงขาดธาตุสังกะสี(zinc). แหล่งข้อมูล:https://www.gotoknow.org/posts/304343

4. Flynn TC. Am J Clin Dermato. (2010). Botulinum toxin: examining duration of effect in facial aesthetic applications. แหล่งข้อมูล:https://www.ncbi.nlm.nih.gov/m/pubmed/20369902/

5. Eleopra R, Tugnoli V, De Grandis D, (1997).The variability in the clinical effect induced by botulinum toxin type A: the role of muscle activity in humans. Mov Disord 12(1) 89–94.

6. Simpson L, (2013). The life history of a botulinum toxin molecule. Toxicon Jun 68:40–59.

ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.vsquareclinic.com/blogs/botox/