เจาะลึก ข้อดี-ข้อเสียชัดๆ กับ 5 วิธีดูดไขมันเพื่อรูปร่างกระชับ ได้สัดส่วนสุดเป๊ะ !

0
96
ดูดไขมัน 5วิธีขั้นเทพ
ดูดไขมัน 5วิธีขั้นเทพ

ดูดไขมัน

การดูดไขมัน ถือเป็นทางลัดที่จะช่วยให้รูปร่างสาวๆ สวยสมส่วน มีหุ่นที่เพรียวกระชับปราศจากไขมันส่วนเกินได้เร็วกว่าวิธีอื่นๆ เพราะคุณจะสามารถเห็นผลของการเปลี่ยนแปลงของสรีระได้ทันทีหลังจากที่ทำการดูดไขมันเสร็จ แต่ในปัจจุบัน เนื่องจากมีการดูดไขมันหลายประเภทแตกต่างกันออกไป คุณจึงต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วนก่อนที่จะตัดสินใจดูดไขมันเพื่อประสิทธิภาพ ความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจมากที่สุด โดยวันนี้เรามาเจาะลึกถึงการดูดไขมันทั้งหมด 5 ประเภทด้วยกัน ซึ่งเป็นการดูดไขมันที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในปัจจุบัน ว่าแต่ละประเภทนั้นมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันอย่างไรบ้าง เพื่อให้คุณสาวๆ ตัดสินใจได้ง่ายยิ่งขึ้น 

1.การดูดไขมันแบบ Vaser 

การดูดไขมันแบบ Vaser คือ การนำอุปกรณ์ใส่เข้าไปใต้ชั้นผิวและให้อุปกรณ์นั้นปล่อยคลื่น Ultrasound ทำให้ไขมันบริเวณชั้นผิวดังกล่าวแตกเป็นชิ้นเล็กๆ ปะปนอยู่กับน้ำเกลือที่ฉีดเข้าไป จากนั้นทำการดูดออกมาพร้อมกัน ซึ่งถือเป็นวิธีที่ได้รับความนิยมพอสมควรในปัจจุบัน เพราะสามารถเห็นผลการเปลี่ยนแปลงของรูปร่างในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างตรงใจคนไข้ 

ข้อดี-ข้อเสียของการดูดไขมันแบบ Vaser 

ข้อดีของการดูดไขมันแบบ Vaser คือมีความปลอดภัยสูง ใช้ได้กับทุกส่วนของร่างกาย หลังจากดูดเสร็จแล้ว น้อยมากที่จะพบอาการข้างเคียง อีกทั้งคนไข้ยังไม่ต้องพักฟื้น สามารถกลับบ้านใช้ชีวิตตามปกติได้ เห็นผลชัดเจนหลังทำ 3 สัปดาห์ แต่มาพร้อมข้อเสียตรงที่หากดูดด้วยวิธีการที่ไม่เหมาะสม อาจะทำให้เกิดการติดเชื้อได้ 

2.การดูดไขมันแบบ Bodytite

การดูดไขมันแบบ Bodytite คือการใช้คลื่นความถี่วิทยุในการจัดการสลายไขมันให้กลายเป็นโมเลกุลที่มีขนาดเล็ก ทำให้ดูดออกจากร่างกายได้ง่ายมากขึ้น 

ข้อดี-ข้อเสียของการดูดไขมันแบบ Bodytite

การดูดไขมันในรูปแบบนี้มีข้อดีตรงที่เห็นผลเร็วทันใจ เป็นวิธีที่ปลอดภัย โดยจะช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนให้ผิวมีความเรียบลื่นหลังทำมากขึ้น แต่ก็มีข้อเสียตรงที่หากดูดผิดตำแหน่งหรือใช้เทคนิคในการดูดที่ไม่เหมาะสม ก็อาจจะทำให้เกิดผลข้างเคียงได้ เช่น เป็นรอยจ้ำบนผิว มีอาการห้อเลือด ผิวเป็นก้อนไม่เรียบเนียน 

3.การดูดไขมันแบบ Water Jet

การดูดไขมันแบบ Water Jet เป็นการดูดไขมันโดยใช้พลังงานน้ำมาเป็นตัวช่วยในการดูดไขมันออกจากร่างกาย โดยผ่านกระบวนการในการแยกเซลล์ไขมันออกจากเนื้อเยื่อผิวหนัง ทำให้เซลล์ไขมันที่ถูกดูดออกมานั้นอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ สามารถนำไปใช้ประโยชน์อื่นๆ เช่นเติมเต็มส่วนที่บกพร่องในส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ 

ข้อดี-ข้อเสียของการดูดไขมันแบบ Water Jet

ข้อดีของการดูดไขมัน Water Jet คือมาพร้อมวิธีการที่อ่อนโยน เจ็บน้อย ไม่ต้องพักฟื้น เพราะใช้วิธีที่นุ่มนวลแตกต่างจากวิธีดูดไขมันประเภทอื่นๆ อีกทั้งแผลบริเวณที่ดูดนั้นก็หายเร็ว ไม่เกิดผลข้างเคียงใดๆ ส่วนข้อเสียก็คือ หากแพทย์ไม่มีประสบการณ์ในการดูดไขมันด้วยวิธีนี้ จึงอาจจะทำให้เห็นผลการเปลี่ยนแปลงน้อยกว่าที่ควรเป็นได้ 

4.การดูดไขมันแบบ Smart Lipo

เป็นการดูดไขมันด้วยเลเซอร์ ที่เลเซอร์นั้นจะถูกยิงแทรกเข้าไปในยังชั้นไขมัน เพื่อส่งพลังงานความร้อนไปยังเซลล์ไขมันต่างๆ และละลายไขมันในส่วนนั้นๆ ก่อนที่จะทำการดูดออกมาจากร่างกาย 

ข้อดี-ข้อเสียการดูดไขมันแบบ Smart Lipo

ข้อดีคือสามารถดูดไขมันตามจุดต่างๆ ที่ต้องการได้อย่างเห็นผล ทั้งไขมันที่ทำให้แขนหย่อนยาน ไขมันบริเวณคาง แต่ข้อเสียก็คือ ไม่สามารถดูดไขมันในปริมาณมากได้ เหมาะสำหรับการดูดทีละตำแหน่งเท่านั้น 

5.การดูดไขมันแบบ Pal

การดูดไขมันแบบ Pal คือเครื่องมือที่ใช้เพิ่มความถี่ของการขยับเข็มในกรดูดไขมัน ทำให้ได้ผลลัพธ์ที่น่าทึ่งเพราะมีความแม่นยำในการสลายไขมันกว่าวิธีอื่นๆ 

ข้อดี-ข้อเสียการดูดไขมันแบบ Pal

ข้อดีคือ สามารถสลายไขมันได้อย่างรวดเร็ว ตรงตามตำแหน่งที่ต้องการ และใช้ในการรักษาบริเวณตำแหน่งที่ยากต่อการลดไขมันได้เป็นอย่างดี ส่วนข้อเสียคือ เป็นวิธีที่ใช้เวลานาน และอาจเกิดภาวแทรกซ้อนได้ หากแพทย์ไม่มีความเชี่ยวชาญในการดูดไขมันด้วยวิธีนี้มาก่อน 

เมื่อได้ทราบแบบนี้แล้ว สาวๆ หลายคนที่กำลังวางแผนดูดไขมันเพื่อทำให้รูปร่างกลับมาสวยเด้งเช้งกระชับอีกครั้ง อย่าลืมพิจารณาความเหมาะสมจากการรักษา ข้อดี และข้อเสียในวิธีต่างๆ เพื่อให้เกิดความพึงพอใจในผลลัพธ์หลังการรักษามากที่สุด