ร้อยไหม คืออะไร ข้อดี-ข้อเสียคือ? อันตรายไหม? ทำแล้วหน้าเรียวได้จริงหรือ?

0
63
ร้อยไหม

ร้อยไหม

การร้อยไหม คือ หัตถการชนิดหนึ่งที่จะทำให้เกิดเป็นเส้นใยอิลาสตินช่วยประคองผิวถ้าร้อยด้วยเทคนิคที่ถูกต้อง สามารถดึงแก้มที่หย่อนให้ยกขึ้นได้ทันที ด้วยการสอดเส้นไหมละลายที่มีเงี่ยงลงไปในชั้นผิวหนัง โดยการใช้เข็มนำเส้นไหมเข้าไป

หลังจากนั้นเส้นไหมก็จะค่อย ๆ สลายไปได้เองตามธรรมชาติ เมื่อเวลาผ่านไป 6-18 เดือน ซึ่งจะไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย

ผิวก็จะถูกเงี่ยงเกี่ยวขึ้นมาตามเส้นไหมในทิศทางที่แพทย์ร้อยไหมเข้าไป เปรียบเทียบให้เห็นภาพจะคล้ายกับตะขอเกี่ยว ซึ่งจะมีจุดที่ยึดอยู่ตรงบริเวณขมับดึงเข้าหากัน และตรงบริเวณแก้มส่วนล่างจะเป็นจุดที่ดึง

บทความนี้จะมาช่วยตอบข้อสงสัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการร้อยไหม เช่น มีวิธีเลือกชนิดของเส้นไหมอย่างไรให้เหมาะสมกับใบหน้าของแต่ละคน หลังจากร้อยไหมแล้วอาจเกิดผลข้างเคียงอะไรขึ้นได้บ้าง รวมถึงข้อดี-ข้อเสียของการร้อยไหม

สำหรับคำถามที่มักพบบ่อยว่า ร้อยไหม เจ็บไหม คำตอบคือตามปกติแล้วคนไข้อาจจะรู้สึกเจ็บบ้างเฉพาะขณะที่ฉีดยาชาเท่านั้น แต่ระหว่างทำการร้อยไหมจะไม่รู้สึกเจ็บครับ

นอกจากนี้ยัง ข้อแนะนำสำหรับผู้ที่กำลังตัดสินใจอยู่ว่าจะเลือกคลินิก ร้อยไหมที่ไหนดี คือ เราควรเลือกทำกับแพทย์ที่ชำนาญในคลินิกที่ได้มาตรฐาน ให้ปลอดภัยไม่มีผลข้างเคียง ได้ผลการทำที่ดูเป็นธรรมชาติมากที่สุด

รีวิวร้อยไหม

หลังจากที่ร้อยไหมเสร็จแล้ว 1 ข้าง(ทันที) เทียบกับอีกด้านที่ยังไม่ได้ร้อยไหมครับ

1. ร้อยไหม มีข้อดี-ข้อเสียอย่างไรบ้าง ที่ควรรู้ก่อนทำ?

No.ข้อเสียข้อดี
1บนเส้นไหมจะมีเงี่ยงที่ใช้ในการดึงผิวไปในทิศทางที่ต้องการ ซึ่งทำหน้าที่คล้ายกับตะขออาจมีความเสี่ยงที่จะเกิดรอยบุ๋มขึ้นบริเวณแนวที่เราร้อยไหมหากร้อยไหมตื้นเกินไป หรือร้อยไหมด้วยเทคนิคที่ไม่ถูกต้อง เงี่ยงไหมที่ทำหน้าที่คล้ายกับตะขอจะช่วยเกี่ยวดึงผิวขึ้นได้ทันที จึงช่วยให้สามารถเห็นผลได้ทันทีหลังจากร้อยไหม 
2เส้นไหมที่ร้อยเข้าไปในผิวนั้นจะไปกระตุ้นให้ เซลล์สร้างคอลลาเจน (fibroblast) เกิดการสร้างเส้นใยคอลลาเจน (collagen) และอีลาสติน (elastin) ขึ้นมาแต่ถ้าเส้นใยเหล่านั้นอยู่ในตำแหน่งที่ไม่ถูกต้อง และซ้อนทับกันมากจนเกินไป เราจะเรียกกันว่า พังผืด (fibrosis) หากอยู่ในผิวชั้นตื้นเกินไปจะไปดึงรั้งผิวให้ผิดรูปได้ครับ (เปรียบเทียบได้กับการขึงเส้นเอ็นที่อยู่บนใบหน้าตามธรรมชาติ) หากอยู่ในชั้นผิวที่เหมาะสมรวมถึงอยู่ในแนวที่ถูกต้อง เส้นใย (collagen) และ (elastin) ที่ถูกกระตุ้นให้สร้างขึ้นมานั้น ก็จะสามารถช่วยกระชับผิว และยังช่วยประคองผิวได้อีกด้วย 
3เนื่องจากอายุการใช้งานของไหมละลายตามปรกติแล้วจะอยู่ได้ประมาณ 4 เดือน – 2 ปี โดยจะขึ้นอยู่กับแต่ละชนิดของเส้นไหมด้วยแต่ละชนิดด้วยซึ่งไหมละลายบางชนิดที่ถึงแม้จะอยู่ได้นาน แต่ขาดความยืดหยุ่น อาจจะเกิดการเคลื่อนตัว และเส้นไหมทะลุโผล่ออกมานอกผิวหนังได้เมื่อผ่านไปเป็นระยะเวลานานอีกทั้งเมื่อเวลาผ่านไป 6-8 เดือนในคนส่วนใหญ่ ผิวก็จะหลุดออกจากเส้นไหมได้ก่อน ทำให้ผลการรักษาอาจอยู่ได้ไม่นานอย่างในคำที่โฆษณา แม้ว่าไหมจะยังละลายไม่หมดก็ตามไหมละลายที่ปลอดภัย สำหรับใช้ในการร้อยไหม ณ ปัจจุบันนี้จะทำมาจากวัสดุ 3 ชนิด ซึ่งผ่านการรับรองว่ามีความปลอดภัยในการเย็บแผลจาก FDA ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ดังนี้1.) PDO (Polydioxanone)2.) PLLA (Polylactate)3.) PCL (Polycaprolactone)  
4ไหมยุคโบราณ มักจะมีส่วนผสมของโลหะ ยกตัวอย่างเช่น ทองคำ มีความเสี่ยงที่อาจทำให้ผิวไหม้ได้ เนื่องจากโลหะจะดูดความร้อนจากเครื่องสแกนต่าง ๆ รวมถึงการทำ MRI และ X-ray ด้วยครับ  ปัจจุบันนี้ได้มีการพัฒนาไหมละลายออกมาใหม่จะสามารถละลายไปได้เองหมดทั้ง 100% ตามธรรมชาติ โดยไม่มีสารตกค้าง เหลือไว้เพียงเส้นใย elastin ที่ร่างกายคนเราถูกกระตุ้นให้สร้างขึ้นมา เพราะไม่มีส่วนผสมของโลหะ ซึ่งสามารถช่วยในการประคองผิวและกระชับผิวถือเป็นข้อดีที่โดดเด่นมากขึ้นกว่าในอดีต
5คุณหมอมักแนะนำให้ใช้วิธีอื่น ๆ สำหรับคนไข้บางรายที่มีโหนกแก้มเด่นแทนการร้อยไหม เช่น ฉีดฟิลเลอร์แก้มตอบ เพื่อช่วยในการปรับรูปหน้าให้ได้สัดส่วน สวยงามยิ่งขึ้นเพราะหากร้อยไหมอาจจะยิ่งทำให้โหนกแก้มเด่นยิ่งกว่าเดิมได้ ซึ่งทำให้รูปหน้าดูไม่ค่อยสวยในคนไข้รายที่แก้มตอบบางท่านสามารถใช้ไหมดึงไขมันขึ้นมาเติมแก้มได้ แก้มล่างยุบและแก้มบนเต็มขึ้นแต่คนไข้ที่จะทำลักษณะนี้ต้องมีเนื้อแก้มส่วนล่างให้ดึง (เพราะถ้าไม่มีเนื้อให้ดึง ก็ต้องใช้การฉีดฟิลเลอร์แทน)
6ความเสี่ยงที่คนไข้ควรรับทราบก่อนว่าอาจเกิดขึ้นได้ ก็คือ หลังการร้อยไหมผลจากการฉีดยาชาอาจทำให้เกิดอาการบวมช้ำ และอาจมีเลือดออกที่บริเวณใต้ผิวหนังแม้ว่าอาจบวมน้อยหลังทำทันที หากแต่อาจจะบวมมากยิ่งขึ้นในช่วง 3-4 วันแรก และส่วนใหญ่ภายในระยะเวลา 7-14 วันอาการบวมที่เกิดขึ้นก็จะสามารถหายไปได้เองควรเลือกร้อยไหมกับคุณหมอที่มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ ซึ่งจะร้อยด้วยเทคนิคที่ถูกต้อง สามารถช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดอาการบวมช้ำลงได้มาก และเพื่อความปลอดภัยสูงสุด
7วิธีการอย่างหนึ่งที่ไม่ปลอดภัยเพราะอาจทำให้เกิดพังผืดได้คือ ในบางคลินิกนำไหมไปปั่นเป็นผงเล็ก ๆ (ที่เรียกกันว่าไหมน้ำ) แล้วฉีดแทนฟิลเลอร์รวมถึงในบางคลินิกใช้การร้อยไหมเติมแทนการฉีดฟิลเลอร์ ซึ่งเป็นวิธีที่ไม่แนะนำให้ทำด้วยเช่นกัน เพราะในการเติมเต็มในบริเวณร่องแก้มหรือใต้ตาจำเป็นต้องใช้ปริมาณเส้นไหมจำนวนมาก อาจต้องใช้ไหมเยอะถึงหลักร้อยเส้นเลยทีเดียวครับ ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาต่อไปในอนาคต และเกิดพังผืดขึ้นได้คนไข้เคสที่ดื้อโบท็อก และต้องการแก้ไขริ้วรอยในบางจุด เช่น ริ้วรอยเล็ก ๆ บริเวณมุมปากที่ดูเผิน ๆ จะคล้ายกับมีลักยิ้ม และริ้วรอยบริเวณหางตาและหน้าผาก การร้อยไหมด้วยไหมเส้นเล็กๆ สามารถช่วยแก้ปัญหาริ้วรอยเหล่านี้ได้

ขอบคุณข้อมูล: ร้อยไหมก้างปลา ดึงแก้ม จาก Youtube Channel: V Square Clinic

จากคลิป VDO การร้อยไหมสามารถช่วยดึงแก้มได้ทันที ให้ยกกระชับยิ่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

2. ร้อยไหมแล้วหน้าบวม นานประมาณ 14 วัน เกิดจากสาเหตุใดได้บ้าง ?

สาเหตุ 4 ข้อหลัก ๆ ที่ร้อยไหมแล้วหน้าบวม อาจเกิดได้จาก

2.1 เนื้อแก้มเยอะ หรือดึงเยอะเกินไป

หากคนไข้ต้องการได้ผลลัพธ์หลังการทำที่ดี คือสามารถดึงไหมได้เยอะขึ้น คุณหมอมักจะแนะนำให้คนไข้รายที่มีเนื้อแก้มเยอะทำเมโสแฟตก่อนการร้อยไหมเพื่อช่วยให้แก้มน้อยลง

หากคนไข้มีเวลาจำกัดหรือใจร้อนก็สามารถร้อยไหมได้เช่นกัน แต่จะดึงไหมได้น้อยลงกว่าคนที่มีเนื้อแก้มน้อยครับ เนื่องจากหากคุณหมอดึงไหมเยอะเนื้อแก้มจะไปกองอยู่ด้านบน จนส่งผลให้ใบหน้าอาจดูเหมือนบวม ๆ ในกรณีนี้คนไข้จะมีอาการบวมอยู่เกิน 1 เดือน อีกทั้งอาจใช้ระยะเวลาประมาณ 2-3 เดือนไหมจึงจะเริ่มคลายและอาการเริ่มดีขึ้น

ในการร้อยไหมนั้นยังสามารถช่วยให้คนไข้รายที่มีปัญหาเนื้อแก้มเยอะ มีเนื้อแก้มน้อยลงได้ด้วยเช่นกัน หากแต่ต้องร้อยไหมหลาย ๆ ครั้ง และใช้เวลาหลายเดือน โดยใช้เทคนิค fat-reposition (การดึงไขมัน) ด้วยการร้อยไหมนั่นเองครับ

2.2 การดึงไหมผิดแนว

ส่วนใหญ่แล้วเรามักนิยมใช้การร้อยไหมเพื่อแก้ไขความหย่อนของแก้มในบริเวณใกล้ๆ มุมปาก มากกว่าการร้อยไหมเพื่อดึงร่องแก้ม เพราะหากคนไข้เลือกทำการร้อยไหมเพื่อดึงร่องแก้ม อาจส่งผลให้โหนกแก้มเนื้อเยอะขึ้น ใบหน้าอาจดูบวมได้ครับ

ตำแหน่งการร้อยไหม

สิ่งที่สำคัญไม่แพ้ปัจจัยอื่น ๆ ที่จะส่งผลให้การร้อยไหมออกมาสวย กระชับเข้ารูปได้หรือไม่นั้น จากประสบการณ์ที่ผ่านมาพบว่าขึ้นอยู่กับเทคนิคของแพทย์และความชำนาญในการประเมินทรงหน้าด้วยเช่นกัน

2.3 การอักเสบติดเชื้อ

·         หลังการร้อยไหม 3-4 วันแรกโดยปรกติคนไข้มักจะมีอาการบวมมากขึ้น

·         หลังจากนั้นอาการบวมจะค่อย ๆ ยุบลง จนกระทั่งใบหน้าจึงจะเข้าที่ ภายในระยะเวลา 14 วัน

·         ควรสังเกตตัวเองด้วยว่าหากหลังจากผ่านไป 4 วันแล้วยังมีอาการบวมแดงมากขึ้น ปวดมากขึ้นกว่าเดิม คนไข้ต้องรีบกลับมาพบคุณหมอเพื่อทำการตรวจประเมินและให้ยากินเพิ่มตามอาการ

2.4 อาการที่อาจเกิดขึ้นได้ คือ การบวมเลือด และ บวมน้ำ

·         บวมเลือด ลักษณะอาการคือ จะมีเลือดออกในชั้นผิว (hematoma)

·         บวมน้ำ ลักษณะอาการคือ จะมีน้ำคั่งในชั้นผิว ซึ่งเกิดจากการอักเสบ (edema)

ทั้ง 2 อาการข้างต้นคือ บวมเลือดและบวมน้ำนี้ ภายในระยะ 2-3 สัปดาห์จะสามารถยุบไปได้เองจนหายดีเป็นปกติ ซึ่งเป็นอาการที่ไม่มีอันตราย คนไข้อย่าเพิ่งกังวลใจมากนักควรรอดูอาการจนครบกำหนดก่อนครับ

ร้อยไหม-6

การลดความเสี่ยงที่จะเกิดอาการบวมน้ำหรือบวมเลือด แพทย์จะใช้เข็มมีลักษณะแตกต่างกันไปออกไป ในการร้อยไหมเพื่อนำเส้นไหมเข้าสู่ผิวหนัง

ร้อยไหม

เข็มที่ใช้ในการร้อยไหมมีดังนี้ : เข็ม L, เข็มทู่, เข็มตัด, เข็มแหลม ตามลำดับ

เข็มแต่ละชนิดที่แพทย์ใช้ในการร้อยไหมจะมี ข้อดี ข้อเสีย ที่แตกต่างกันไป สรุปได้เป็น 4 รูปแบบ ดังนี้

A. เข็มแหลม จะมีโอกาสเกิดการ บวมเลือด > บวมน้ำ

เปรียบเทียบได้กับ “การใช้มีดที่มีความคมตัด” ในการร้อยไหมนั้นหากเลือกใช้เข็มแหลม จะตัดผ่านเนื้อซึ่งจะเจ็บน้อยกว่า มีโอกาสที่จะเกิดการบวมน้ำน้อยกว่า เส้นเลือดขนาดเล็ก ๆ ที่โดนเข็มแหลมตัดผ่านก็จะมีการสมานได้ไวกว่าร้อยไหมโดยการใช้เข็มทู่

การร้อยไหมนั้นต้องอาศัยความชำนาญของแพทย์เป็นสำคัญ โดยมีข้อควรระวังคือหากร้อยไหมด้วยเข็มแหลมแล้วเกิดไปโดนเข้ากับเส้นเลือดใหญ่ ซึ่งย่อมจะมีโอกาสเกิดอาการบวมเลือดได้ครับ

B. เข็มทู่ มีโอกาสที่จะเกิดการ บวมน้ำ > บวมเลือด

·         จากลักษณะของเข็มทู่ จะผ่านเนื้อโดยการฉีกออกคล้ายกับการใช้มีดทื่อ ๆ ตัด ทำให้ใช้เข็มทู่ในการร้อยไหมจะเจ็บมากกว่า บวมน้ำเยอะกว่า

·         แม้ว่าเข็มทู่จะสามารถหลบเส้นเลือดขนาดใหญ่ ๆ ได้ หากแต่เส้นเลือดเล็ก ๆ ก็จะยังโดนฉีกขาดอยู่ดี จึงยังมีโอกาสที่จะเกิดเลือดออกได้

·         เกิดการบวมช้ำได้เยอะกว่าฟิลเลอร์ เพราะในการร้อยไหมเข็มทู่ที่ใช้จะมีขนาดใหญ่กว่าเข็มทู่ที่ใช้สำหรับการฉีดฟิลเลอร์

·         ในการร้อยไหมคุณหมอบางท่านจะถนัดเข็มแหลมมากกว่า เนื่องจากสามารถควบคุมความแม่นยำได้ดีกว่าเข็มทู่ ส่วนการฉีดฟิลเลอร์ หากใช้เข็มแหลมผลที่ออกมาจะสวยกว่าเข็มทู่ แต่มีความเสี่ยงที่จะเข้าหลอดเลือด ดังนั้น ในการฉีดฟิลเลอร์จึงจำเป็นต้องใช้เข็มทู่จะดีกว่า

C. เข็มตัด ลักษณะคือ กึ่งแหลมกึ่งทู่

D. เข็ม L ถูกพัฒนาต่อยอดมาจากเข็มตัด อีกขั้นหนึ่งครับ

หากคนไข้มีพังผืดเยอะเพราะเคยเป็นสิวมาก่อนในอดีต ไม่ควรใช้เข็มทู่ในการร้อยไหมเพราะอาจเกิดการบวมช้ำมากกว่าเข็มแหลม ดังนั้น สำหรับคำถามที่มักพบบ่อยว่า เข็มประเภทใดที่ดีที่สุดนั้นจะไม่สามารถระบุได้ครับ เพราะต้องขึ้นอยู่กับการประเมินเนื้อเยื่อของคนไข้ อีกทั้งเรื่องความถนัดของคุณหมอแต่ละท่านก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน โดยคุณหมอที่ V Square Clinic จะประเมินและเลือกใช้เข็มให้เหมาะกับคนไข้แต่ละคน โดยจะมีเข็มทุกชนิดให้เลือกใช้

3. เหตุใดร้อยไหมแล้วจึงคลายเร็ว เพียงแค่ 3-4 เดือนก็คลายแล้ว ?

ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่ออายุการใช้งานของเส้นไหม ว่าจะสามารถดึงผิวไว้ได้นานเพียงใดนั้น ประกอบด้วย 3 ข้อหลัก ๆ ดังต่อไปนี้

3.1 ลักษณะ อีลาสติน (Elastin) ในเนื้อของคนไข้

ระยะเวลาประมาณ 6 เดือนคืออายุโดยเฉลี่ยของ elastin ในผิว ลักษณะของเส้นไหมที่ใช้ในการร้อยจะมีเงี่ยงสำหรับใช้เกี่ยวเนื้อการทำงานคล้ายกับตะขอ  ลองวาดภาพดูว่าหากเนื้อเยื่อที่ตะขอเกี่ยวอยู่ได้เสื่อมสภาพลง เงี่ยงของเส้นไหมย่อมไม่สามารถจะเกาะอยู่ได้เป็นระยะเวลานานเท่าที่ควร ย่อมส่งผลให้เนื้อหลุดออกจากเส้นไหมไปก่อนที่ไหมจะละลายจนหมดเสียอีกครับ

ร้อยไหม

สำหรับผู้ที่อายุค่อนข้างมากแล้วผลที่ได้จากการร้อยไหมจะอยู่ได้สั้นลงครับ เพราะในผิวขาด elastin วิธีแก้ไขคือ จากสาเหตุที่การร้อยไหมจะช่วยไปกระตุ้นการสร้าง elastin ให้มากยิ่งขึ้น ถ้าต้องการให้อยู่ได้นานขึ้น อาจต้องได้รับการร้อยไหมเพิ่มอีกหลาย ๆ ครั้งครับ

3.2 การสร้าง elastin

เปรียบเทียบได้กับการแปะกาว  แม้เวลาจะผ่านไปจนกระทั่งเส้นไหมที่ร้อยไว้ได้ละลายไปจนหมดแล้ว แต่ความกระชับก็จะยังคงอยู่ต่อไปได้ เพราะเนื้อเยื่อได้ทำการสร้าง elastin ขึ้นมาแล้ว

3.3 อายุของเส้นไหม

ประเภทของไหม

วัสดุที่ใช้ร้อยไหมได้ปลอดภัยมี 3 ชนิดคือ PCL / PLLA / PDO เรียงในรูปตามลำดับ

·         PCL (Polycaprolactone) เส้นใหญ่ที่สุด มีลักษณะเป็นเส้นสีขาวขุ่น ภายในระยะเวลา 18-24 เดือนละลายหมดไปได้เอง มีความยืดหยุ่นสูงที่สุด

·         PLLA (Polylactate) มีลักษณะเส้นสีขาวใส ภายในระยะเวลา 12-18 เดือนจะสามารถละลายไปได้หมด อาจจะพบปัญหาเส้นไหมขาด หรือไหมทะลุได้บ่อย ๆ เนื่องจากขาดความยืดหยุ่น

·         PDO (Polydioxanone) มีความยืดหยุ่นสูง จึงเป็นไหมชนิดที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในทุกวันนี้ มีลักษณะ เส้นสีน้ำเงิน

ขอบคุณข้อมูล: ร้อยไหมอะไรดีที่สุด? ร้อยไหมแต่ละชนิดต่างกันอย่างไร? จาก Youtube Channel: V Square Clinic

สามารถเปรียบเทียบคุณสมบัติ และความยืดหยุ่นของไหมแต่ละชนิดที่ใช้ในการร้อยไหมได้จากคลิปนี้

4. ร้อยไหมแต่ละชนิด ราคาแตกต่างกันอย่างไร?

คนไข้สามารถสอบถามทางคลินิกเพิ่มเติมได้ว่าใช้ไหมชนิดใดในการร้อยไหม คนจำนวนไม่น้อยมักสงสัยว่า ชื่อไหมที่คลินิกต่าง ๆ ตั้งชื่อกันขึ้นมาเองนั้นแตกต่างกันอย่างไร เช่น ไหมทับทิม, ไหมปิรันย่า, ไหมกุหลาบ, ไหมทอนาโด ซึ่งไม่ใช่ชื่อที่เป็นสากล ที่จริงแล้วล้วนแล้วแต่เป็นชื่อเรียกไหมชนิดต่าง ๆ กันออกไป เพราะไม่ต้องการให้คนไข้สามารถนำราคาไปเช็คเปรียบเทียบกับคลินิกหรือโรงพยาบาลแห่งอื่นได้ โดยจะแยกเป็นชนิดหลัก ๆ ดังด้านล่างนี้ เพื่อใช้เปรียบเทียบชนิดของไหม (สามารถดูได้ตามลักษณะเส้นไหม) ได้แก่

4.1 ตามชนิดวัสดุ PDO, PLLA, PCL

ดังรูปภาพและรายละเอียดในหัวข้อที่ 3.3 ที่มีที่กล่าวไว้แล้วด้านบนครับ

4.2 ตามลักษณะเส้นไหม

ร้อยไหม

ไหมกรวย, ไหมเงี่ยงใหญ่, ไหมเงี่ยงเล็ก, ไหมเกลียว, ไหมเรียบ ตามลำดับ

หากจะสรุปจากประสบการณ์ที่ผ่านมาแล้ว ไหมเงี่ยงใหญ่ จัดเป็นไหมที่ใช้ดึงหน้าได้ดีที่สุด อีกทั้งคลินิกส่วนใหญ่มักจะนิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย หากจะแตกต่างกันก็เพียงการตั้งราคาให้แตกต่างกันออกไป รวมทั้งคลินิกแต่ละแห่งมักตั้งชื่อไหมให้ฟังดูแตกต่างกันเท่านั้น จากรูปภาพด้านบน จะสามารถอธิบายเรียงตามลำดับได้ดังต่อไปนี้

·         ไหมที่ทำจากวัสดุ PDO จะมีสีน้ำเงิน

·         ไหมที่ทำจากวัสดุ PLLA จะมีสีขาวใส

·         ไหมที่ทำจากวัสดุ PCL จะเป็นสีขาวขุ่น

5. ควรเลือกทำอะไรดีที่สุด ร้อยไหม vs ฟิลเลอร์ vs โบท็อก vs Ulthera/Hifu?

แพทย์จะเป็นผู้ช่วยให้คำแนะนำ รวมทั้งพิจารณาเลือกทำให้เหมาะสมกับปัญหาที่คนไข้กังวลใจ

·         การฉีดฟิลเลอร์ เป็นหัตถการที่เหมาะกับผู้ที่มีริ้วรอยใต้ตาและร่องแก้มที่ลึก รวมทั้งมีใบหน้าหย่อนคล้อย

·         การฉีดโบท็อก เหมาะกับผู้ที่มีกล้ามเนื้อกรามเยอะ สังเกตได้จากกรามขึ้นชัดเจนเมื่อกัดฟัน และเป็นคนที่มีปัญหาเกี่ยวกับริ้วรอยเหี่ยวย่นทั้งบริเวณหางตา และบริเวณหน้าผาก ซึ่งจะเห็นได้อย่างชัดเจนเมื่อยิ้มกว้างหรือแสดงอารมณ์ต่าง ๆ บนใบหน้า

·         ร้อยไหม ราคาไม่สูงเหมาะกับผู้ที่มีงบประมาณจำกัด คนที่มีปัญหาแก้มหย่อนมาก หลังทำเสร็จแล้วสามารถเห็นผลลัพธ์ได้อย่างชัดเจน

·         ทำ Ulthera และ Hifu หากเทียบกับการร้อยไหมอาจจะเห็นผลไม่ชัดเจน เป็นหัตถการที่มีราคาที่ค่อนข้างสูง เหมาะกับผู้ที่กลัวเข็ม และมีปัญหาแก้มหย่อนไม่มากนัก

รีวิวร้อยไหม ช่วยยกกระชับใบหน้าได้มากแค่ไหน ?

ตัวอย่างผลการ ร้อยไหม โดยทีมแพทย์ V Square Clinic

ขอบคุณเว็บนี้ที่ทำให้เราได้มีรีวิวดี ๆ มาบอกเพื่อน ๆ https://praew.com/beauty/319295.html

(รูป After คือรูปหลังทำทันที)

รีวิวร้อยไหม

ร้อยไหม รีวิว

รีวิวร้อยไหม

ร้อยไหม รีวิว

รีวิวร้อยไหม

ร้อยไหม รีวิว

รีวิวร้อยไหม

ร้อยไหม รีวิว

รีวิวร้อยไหม

ร้อยไหม รีวิว

*ผลการรักษาแตกต่างกันแต่ละบุคคล

ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.vsquareclinic.com/blogs/facelift/